หน้าแรก หน้ารวมบทความ รู้ไหมพฤติกรรมนี้สร้างรอยตีนกาบนใบหน้า?

รู้ไหมพฤติกรรมนี้สร้างรอยตีนกาบนใบหน้า?


ผู้เขียน : อาจารย์ วีย์รฎา กวิณรวีบริรักษ์   วันที่ :   จำนวนผู้เข้าชม 485 คน

กด Like กด Share บทความให้เพื่อน

Facebook Twitter Line

        ไม่ว่าหญิงหรือชาย เมื่ออายุมากขึ้นใกล้เลข 3  ย่อมมีรอยเหี่ยวย่นได้ง่าย โดยเฉพาะผู้ที่ดำเนินกิจกรรม ที่ส่งผลกระทบต่อผิวหน้าหน้าผิวพรรณ ทำให้เร่งรอยหยักย่นให้ผิวหน้าหย่อนคล้อยได้โดยง่าย วันนี้บทความฟีนิกซ์นกรู้ จึงนำสาระดีๆมาฝากคุณผู้อ่าน เราจะเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดรอยตีนกาบนใบหน้าอย่างไร  โดยไม่ต้องพึ่งศัลยกรรมก่อนวัยอันควร มาอ่านกันเลย!!!

       1. ล้างหน้าแรงๆ เวลาล้างทำความสะอาดหน้า คุณเป็นไหม ชอบถูหน้าแรงๆพฤติกรรมนี้ส่งผลให้ผิวหน้าหย่อนคล้อยง่าย คอลลาเจนผิวหน้าถูกกระทบอย่างแรง โดยเฉพาะสาวๆ เพราะคิดไปเองว่ากลัวล้างหน้าไม่สะอาด เครื่องสำอางติดผิวอยู่ ให้ใช้ผลิตภัณฑ์เช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอางก่อน กระทั่งสำลีเช็ดสีขาวสะอาด  

        ต่อมา วิธีการล้างหน้าที่ถูกต้องคือ ใช้นิ้วก้อย นาง และกลางทั้งสองมือ ค่อยๆชโลมโฟมล้างหน้า หากผิวมันใช้โฟมเหมาะแต่ถ้าผิวแห้งหรือผิวผสม ให้เลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าประเภทน้ำนม ทำให้หน้าไม่แห้งมาก ไม่ระคายผิว  ทำความสะอาดโดยไล่ตั้งแต่คางขึ้นไปจรดหน้าผากพร้อมกัน แตะสัมผัสคลึงผิวหน้าเบาๆแค่พื้นผิว  เว้นรอบดวงตาและมุมปากใช้นิ้วนางมือคลึงเบาๆ ค่อยๆทำความสะอาด จากนั้นใช้น้ำเปล่าทำความสะอาดอีกครั้งเบาๆไม่ฉีดน้ำแรงๆใส่หน้า   ซับหน้าด้วยผ้าอ่อนนุ่ม ซับตั้งแต่คางไล่ขึ้นไปบริเวณหน้าผาก ไม่เช็ดหน้ารุนแรงแบบเมามัน

      2.ทาครีมแรงๆ รวดเร็ว หลายคน อยู่ในชั่วโมงเร่งรีบ ชีวิตหมุนตามเข็มนาฬิกาต้องเร่งทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ชอบทาครีมแรงๆเร่งๆแบบทาสีบ้าน พฤติกรรมนี้ย่อมทำลายผิวหน้า ส่งเสริมให้หน้าเหี่ยวย่นหย่อยคล้อยง่ายก่อนวัยอันควร ดังนั้น ฟีนิกซ์แนะนำให้หยุดพฤติกรรมทำร้ายผิวแบบนี้ นอกจากครีมดูดซึมสู่ผิวหน้าไม่ดีแล้ว บางครั้งครีมเกาะตัวเป็นก้อน อยู่จุดใด จุดหนึ่งของใบหน้าแต่งหน้าแล้วสะดุดก้อนครีมได้  

      คำแนะนำคือ หลังล้างหน้าสะอาดแล้วซับผ้าขนหนูอ่อนนุ่มเบาๆ ให้เริ่มทาครีมบำรุงตามใจชอบ ตามสภาพลักษณะผิวหน้า โดยแนะนำใช้นิ้วนางและนิ้วก้อยทาครีมบำรุงรอบผิวหน้าบริเวณดวงตาก่อน จากนั้น แตะครีมบริเวณ ใบหน้า 5 จุด ทาครีมด้วยนิ้วกลางและนิ้วนางเบาๆแค่ผิวสัมผัส ที่สำคัญลืมไม่ได้ คือ ก่อนออกจากบ้านต้องทาครีมกันแดดด้วย ต้องเลือกครีมที่ SPF มีค่าสูงหน่อยสัก 50 กำลังดี  เพราะเมืองไทยเป็นเมืองค่อนข้างร้อน ออกกลางแดดไม่ทากันแดด หน้าพังกันพอดีจ้ะ ปริมาณครีมกันแดดต้องไม่น้อยเกินไปแค่แตะปลายนิ้วนะ ถ้าจำง่ายๆคือบีบให้เนื้อครีมยาว 1 ข้อนิ้วชี้กำลังดี ทาบริเวณหน้า 5 จุดเหมือนเดิม เป็นไปได้ควรเลี่ยงทำงานท่ามกลางแดดจ้า หรืออยู่กับแสงไฟแรงๆทั้งวัน เพราะการทาครีมกันแดดนั้น มีระยะเวลา 6 -12 ชั่วโมง ไม่ใช่ว่าทาครั้งเดียวอยู่ได้ 24 ชั่วโมงนะจ๊ะ

    3. ท่านอนทำร้ายหน้า  ท่านอนก็สำคัญต่อผิวหน้านะคะท่านผู้อ่าน ฟีนิกซ์หน้าอ่อนกว่าวัยเพราะชอบนอนหงาย ตีพุงเบาๆค่ะ นอนหงายวางมือสบายๆที่อกหรือวางบนหมอนก็เกิดความเคยชิน ยิ่งท่านอนคว่ำ ท่าตะแคงขวาซ้ายทำให้หน้ามีรอยยับย่นง่าย ตื่นขึ้นมาหน้ามีรอยตะเข็บตามผ้าปูที่นอน ดังนั้น ขอแนะนำให้เลือกหมอนหนุนที่สบาย ปลอกหมอนบุด้วยผ้าอ่อนนุ่ม ใยธรรมชาติ ใยสังเคราะห์อ่อนนุ่ม ไม่ควรเลือกผ้าคลุมปลอกหมอนแบบแข็งหรือสากกระด้างระคายผิวหน้า  การนอนหงายนานอาจเมื่อยบ้าง สามารถเปลี่ยนอิริยาบถนอนกึ่งตะแคงได้ ไม่ควรตะแคงสุดตัวเพราะทำให้ผิวหน้าไปอัดติดกับหมอนนาน คุณจะพบว่าบางครั้งตื่นมา หน้ามีรอยเส้นตามรอยขอบหมอน ยิ่งนอนนานๆไปหลายปี รอยย่นนั้นจะกลายเป็นรอยย่นจริงขึ้นมาได้ ไม่นะ คุณต้องเปลี่ยนท่านอนใหม่ได้แล้ว

     4. ทานของหวานมากๆ  ทานของหวานในที่นี้หมายถึง การทานของหวานเกินปริมาณที่ร่างกายต้องการ รวมถึงอาหารคาวที่มีรสหวานด้วยค่ะ จำง่ายๆคือ หากทานของหวานไป 1 มื้ออาหารแล้ว มื้อต่อไปแนะนำให้ทานผักผลไม้แทน เพราะการทานหวานมากๆ ส่งผลให้คอลลาเจนและอีลาสตินในผิวถูกทำลายจากน้ำตาลนั่นเอง ทางที่ดี แนะนำหนุ่มสาวที่ชอบของหวานเป็นชีวิตจิตใจ ให้ตั้งกฏการทานไว้วันละ 1 มื้ออาหารเท่านั้น มื้อต่อไป อย่างไรของหวานก็ไม่มีวันหลอกเราติดกับดักได้แน่นอน เลือกทานกลุ่มผัก ผลไม้รสชาติเปรี้ยวหวานแทน

     5. ดื่มน้ำเปล่าน้อย  ร่างกายของเราประกอบไปด้วยน้ำถึง 70% โดยเฉพาะน้ำที่ประกอบอยู่ในเซลล์มีมากถึง 60%  ยิ่งเราทำกิจกรรมในแต่ละวันทั้งกลางแจ้ง วิ่ง เดิน ร่างกายยิ่งต้องใช้น้ำไปเป็นจำนวนมาก แนะนำให้ดื่มน้ำสะอาด วันละ 6 – 8 แก้ว  ที่สำคัญคือดื่มน้ำตื่นนอนช่วงเช้าสัก 1 แก้ว ทำให้ร่างกายสดชื่น  ถ้ากะปริมาณแก้วไม่ถูก คำนวณง่าย ดื่มน้ำเปล่าจากขวด วันละ 6 ขวดใส ลองดูค่ะ

      6. ดื่มแอลกอฮอล์  แอลกอฮอล์เป็นเครื่องดื่มที่ส่งผลเสียต่อระบบร่างกาย ทำให้เกิดโรคต่างๆ ผิวพรรณแห้งไม่ผุดผ่อง  การดื่มแอลกอฮอล์บ่อย ๆ ทำให้ผิวหนังของเราขาดน้ำ เสียความยืดหยุ่น ทำให้เกิดริ้วรอยได้ง่าย โดยเฉพาะริ้วรอยที่ผิวหน้า แถมมีผลต่อระบบดูดซึมในร่างกายไม่ดีอีกด้วย ถ้าเปลี่ยนจากสังสรรค์เครื่องดื่มมึนเมาเป็น ดื่มน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพแทน รับรองรองว่าสวยและสุขภาพดีแน่นอน

     7. สูบบุหรี่เป็นประจำ  สารนิโคตินที่เข้าสู่ร่างกายทำให้เกิดโรคต่าง ๆมากมาย เป็นสารก่อมะเร็ง การสูบบุหรี่ทำให้หน้าแห้ง หน้าเหี่ยวย่น เกิดร่องลึกบริเวณใบหน้าโดยเฉพาะมุมปากและรอบดวงตา การสร้างคอลลาเจนบนผิวลดลง ริมฝีปากคล้ำหรือดำมาก ทำให้เสียบุคลิกภาพ  สำหรับใครที่คิดว่าการสูบบุหรี่ทำให้ดูดี ลดเครียด ให้คิดใหม่ซะเถอะ นอกจากส่งผลเสียต่อผิวพรรณ เร่งอายุขัยให้สั้นลง บุหรี่ยังมีผลต่อบุคลิกภาพภายในและภายนอกคุณอีกด้วย <br><br><span style="color:#009">

     8. เครียดเป็นประจำมากกว่า 50 %  แน่นอน ในการทำงานประจำวันเราย่อมมีเรื่องให้ขบคิด ให้วางแผนงานมากมาย ย่อมส่งผลให้เกิดความเครียดโดยไม่ตั้งใจ หน้าย่น หยีตา ขมวดคิ้ว เท้าคางคิด ความเครียดนี่แหละ ส่งผลให้ผิวหน้าผิวพรรณไม่ผ่องใส หน้าแก่ง่าย ตีนกามาหลายรอย วันนี้ฟีนิกซ์ มีท่าบริหารความเครียดมาแนะนำคุณผู้อ่าน โดยเริ่มจาก เมื่อรู้ว่าเริ่มเครียดแล้ว ให้หยุดพฤติกรรมส่งเสริมความเครียดทันที นั่งนิ่งๆบนเก้าอี้ทำงานเหยียดมือทั้งสองข้างไปข้างหน้า โยกไปซ้าย เอนมาขวา ทำทั้งหมด 5 ชุด  หลังจากนั้นนำมือประสานตรงกลางคล้ายนั่งสมาธิ ขยับปากชึ้นเป็นรูปวีขึ้นลง เบ้ซ้าย เบ้ขวา  10 ครั้ง จากนั้นยืนขึ้นเหยียดแขนขึ้นสุด 2 ข้าง  พูดออกมา ดังๆ ว่า “Yes”  เป็นอันจบกระบวนการสลายความเครียด  

          ลองทำดูนะคะ แต่แนะนำให้ทำในที่ไม่โอ่อ่ามากไป เดี๋ยวคนสงสัยว่า คุณเป็นอะไรหรือเปล่า ?

      9. ไม่ชอบออกกำลังกาย  การออกกำลังกายทำให้อวัยวะต่างๆในร่างกายมีการเคลื่อนไหว ระบบไหลเวียนโลหิตสูบฉีดได้อย่างเต็มที่ ควรออกกำลังกายให้ผิวพรรณผ่องใส อย่างน้อย เลือกออกกำลังกายสัปดาห์ละ 1- 2 ครั้ง เช่น เดินไกล,ว่ายน้ำ,โยคะ,แอโรบิค,ปั่นจักรยาน

     แต่ถ้าไม่มีพื้นที่ออกกำลังกาย หรือไม่ว่างออกกำลังกายช่วงเย็น ช่วงเช้า ฟีนิกซ์ขอแนะนำ วิธีออกกำลังกายแบบง่ายทำเองได้ในห้องพักหรือโต๊ะทำงาน เช่นลุกนั่ง ,วิ่งจ๊อกกิ้ง  อยู่กับที่ ระยะเวลานั้นควรใช้เวลา 30 นาที พอให้เหงื่อแตกกระเซ็น

     10. ท้องผูกบ่อย ไม่ชอบทานผักผลไม้  การเลือกรับประทานผัก ผลไม้มีส่วนสำคัญต่อระบบการขับถ่ายในร่างกาย ยิ่งผู้ที่มีปัญหาท้องผูกง่าย จะพบว่าผิวพรรณไม่ผ่องใส ผิวหน้าหม่นหมองไม่สดใส ควรเลือกรับประทานผักที่มีกากใยไฟเบอร์สูง เช่น ผักใบเขียวต่างๆ ผลไม้รสชาติไม่หวานมาก ส้ม สัปปะรด  ถ้าดูจากโฆษณาตามสื่อทั่วไปพบว่า ปัจจุบันมีน้ำผักผลไม้บรรจุสำเร็จรูปให้เลือกหลายยี่ห้อ ผู้บริโภคควรเลือกที่ผลิตใหม่สด สังเกตดูจากอัตราส่วนหรือส่วนผสมข้างบรรจุภัณฑ์ด้วย ว่ามีปริมาณน้ำตาลหรือเกลือมากไปหรือไม่ แทนที่จะได้สารอาหาร วิตามินสูงกลับได้โรคอ้วนเข้าไปแทนที่

     องค์การอนามัยโลกได้ระบุไว้ว่า ไม่ควรรับประทานน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน ปริมาณเกลือหรือโซเดียมไม่ควรเกิน 1 ช้อนชา ต่อวัน (2,300 มิลลิกรัม) แต่พบว่าจริงๆแล้วเราทานมากกว่า 2 ช้อนชาต่อวันด้วยซ้ำ ซึ่งรวมไปถึงเครื่องปรุงต่างๆที่ผสมลงไปในเมนูอาหาร ทั้ง ซอส ผงปรุงรส ซีอิ๊วต่างๆ  

     เอาเป็นว่าเลือกทานอาหารที่คลีน ไร้สารปรุงแต่งมากๆ งดอาหารรสจัด ทานอาหารสะอาดสดใหม่  ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และทำกิจกรรมให้เหมาะสม หยุดพฤติกรรมเสี่ยง แค่นี้ ชีวิตคุณก็ห่างไกลโรค หน้าเด็กกว่าวัย หัวใจสดชื่นแล้วค่ะ 

ขอบคุณภาพ 

http://blog.mariobadescu.com/forehead-wrinkles

วีย์รฎา กวิณรวีบริรักษ์


E-Mail : [email protected]

วันที่ : 07 มีนาคม 2566

จำนวนผู้เข้าชม 485 คน

กรุณากดถูกใจ และ เพิ่มเพื่อน Line

บทความที่เกี่ยวข้อง


Human Touch In Healthcare ด้วย Touching & Feeling

Human Touch ถูกพูดถึงในการดูแลรักษาสุขภาพ มุมมองการมีจิตบริการมานาน ควบคู่กับคำว่า Empathy (การเอาใจใส่) ซึ่งหากพูดถึงแง่การลงมือปฏิบัติงาน Human Touch มีแนวทางนำไปใช้ได้อย่างไร ?

ประโยชน์การสื่อสารแบบ AIDET

ในช่วงที่ผู้เขียนได้ฝึกงานและทำวิจัยหัวข้อเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพในโรงพยาบาลต่างประเทศ ได้สังเกต รวมถึงศึกษาวัฒนธรรมการดูแลผู้รับบริการของบุคลากรทางการแพทย์หลายกลุ่ม ทั้งการปฏิสัมพันธ์ของผู้ปฏิบัติงาน

ทำ CBO แบบ AIDET แก้ปัญหาพฤติกรรมบริการ

การทำ CBO ช่วยพัฒนาแนวทางตามความสามารถได้จริงทุกภาคส่วนการทำงานไม่เฉพาะแต่งานบริการ เพราะการจัดทำ CBO(Competency -Based Orientation) แต่ละประเด็นมีต้นทางมาจากการวางกลยุทธ์ของผู้บริหารองค์กร

เทคนิคการสร้างทัศนคติเชิงบวกผู้ให้บริการ

งานบริการคืองานที่ต้องพบปะกับผู้คนที่หลากหลายอารมณ์ ทั้งเข้ามาใช้บริการ ติดต่อประสานงาน ขอความช่วยเหลือดูแลเอาใจใส่ ผู้ให้บริการต้องมีความสามารถควบคุมอารมณ์จัดการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างทันท่วงที

จัดการเรียนการสอนแบบ 4MAT (4MAT Learning Model)

หากผู้สอนเลือกใช้เทคนิคจัดการเรียนการสอนได้ตรงใจผู้เรียน ย่อมเกิดการเปิดใจเรียนรู้ ทำให้การเรียนน่าสนใจ คนเรียนมีความรู้ คนสอนมีความสุข 4MAT คือ รูปแบบการสอนที่สร้างกระบวนการเรียนรู้

อุปสรรคของการสื่อสาร (Communication Barriers)

การสื่อสาร การพูดคุยคู่สนทนา กลุ่มผู้รับข้อมูลมีการตีความคนละแบบได้รับข้อความไม่ครบถ้วนหรือเกิดการบิดเบือนข้อมูล ไม่ว่าเป็นการสื่อสารกับกลุ่มใด จากเรื่องเล็กๆอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่โตสร้างความขัดแย้งได้